Gratitude คืออะไร? ดีกับสุขภาพจิตยังไง? และ 5 วิธีฝึกการ Gratitude กับตัวเองและผู้อื่น

หลาย ๆ คนน่าจะคุ้นเคยว่าคำว่า Gratitude มีความหมายประมาณว่าความกตัญญูรู้คุณคนอื่น แต่จริง ๆ แล้ว Gratitude ไม่ได้มีความหมายจำกัดอยู่แค่นั้น หากแต่มีความหมายที่กว้างกว่านั้นและลึกซึ้งทางด้านอารมณ์มากกว่านั้น และเราจะพาไปทำความรู้จักกับคำว่า Gratitude ให้มากขึ้นกัน ผ่านมุมมองทางด้านสุขภาพจิตและจิตวิทยา

Gratitude คืออะไร? 

นอกเหนือจาก Gratitude จะแปลว่าความกตัญญูแล้ว มันยังแปลได้ว่า ความรู้สึกขอบคุณ ความรู้สึกยินดี หรือความสุขที่เกิดจากการได้รับสิ่งของ มีเหตุการณ์ดี ๆ เข้ามาในชีวิต หรือมีคนทำอะไรดี ๆ ให้กับเรา เช่น มีคนให้ของขวัญ รู้สึกยินดีและมีความสุขจากการที่คนรอบข้างซัพพอร์ตเราอย่างเป็นประจำ บังเอิญวันนี้เป็นวันที่อากาศดี หรือเราแค่อยากขอบคุณตัวเองที่ไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรคที่ถาโถมเข้ามา ก็นับว่าเป็น Gratitude รูปแบบหนึ่งเช่นกัน ซึ่งความรู้สึกแบบนี้แหละ เป็นความรู้สึกเชิงบวกที่ทำให้ทั้งเราและผู้อื่นรู้สึกอบอุ่นใจ ทำให้เราเรียนรู้ที่จะขอบคุณตัวเองหรือคนอื่น ทำให้ผู้คนสนิทกันมากขึ้น เชื่อใจกันมากขึ้น นำมาซึ่งการมีปฏิสัมพันธ์ที่ดีต่อกันในความสัมพันธ์

Gratitude ดีกับสุขภาพจิตยังไง?

เพราะสุขภาพกายและสุขภาพใจส่งผลถึงกันได้อยู่แล้ว เมื่อใจของเราได้รับความอบอุ่นจากความรู้สึก Gratitide สามารถส่งผลให้เรามีการเห็นคุณค่าตัวเอง (Self-Esteem) ในระดับที่เหมาะสม มองเห็นคุณค่าของผู้อื่น มีความพึงพอใจในชีวิตมากขึ้น ลดความเครียด ลดความกังวลที่มีเกี่ยวกับตัวเองหรือผู้อื่น ลดความเสี่ยงในการเกิดโรคซึมเศร้าหรือโรควิตกกังวล พอสุขภาพจิตข้างในรู้สึกดีแล้ว แน่นอนว่าสุขภาพกายก็จะดีขึ้นตามไปด้วย พอไม่เครียด ความดันโลหิตก็จะอยู่ในระดับที่เหมาะสม และจะทำให้ร่างกายในด้านอื่น ๆ ดีขึ้นตามมาด้วย อีกทั้งยังทำให้มีมุมมองต่อด้านปฏิสัมพันธ์กับคนรอบข้างดีขึ้น มีสังคมที่ดี และมีการส่งต่อความรู้สึกดี ๆ ให้แก่กัน กลายเป็นชุมชนและสังคมที่น่าอยู่สำหรับทุกคน

5 วิธีฝึกการ Gratitude กับตัวเองและผู้อื่น

1. ปรับมุมมองในการมองสิ่งต่าง ๆ 

ทุกเหตุการณ์ที่ผ่านมา ไม่ว่าจะดีหรือร้าย ทั้งสุขและทุกข์ ลองให้ตัวเองได้มองมันด้วยเลนส์ที่มองมันตามความเป็นจริง ตามใจเป็นกลาง และหาข้อดีจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เช่น เราเลิกกับแฟนมา แน่นอนว่า ความรู้สึกที่เกิดขึ้นจากเหตุการณ์นี้ทำให้เรารู้สึกเศร้า แต่อย่างน้อยที่ผ่านมาเราก็เคยได้เรียนรู้ความรักและเข้าใจความรักมากขึ้น และขอบคุณตัวเองที่พยายามรักษาความสัมพันธ์ให้นานเท่าที่จะเป็นไปได้แล้ว เป็นต้น 

2. ฝึกสติ ทำ Mindfulness

การฝึกสติ หรือ การทำ Mindfulness จะช่วยให้เราอยู่กับปัจจุบันมากขึ้น ไม่ยึดติดอยู่กับอดีตหรืออนาคต พอเราอยู่กับปัจจุบันขณะแล้ว จะช่วยให้เรามองทุกอย่างตามความเป็นจริงและมีความเป็นกลางมากขึ้น อีกทั้งการฝึกสติยังช่วยให้เราได้ฝึกฝนให้ตัวเองได้รู้สึกสิ่งรอบข้างที่เกิดขึ้น พอรู้สึกมากขึ้นก็จะรู้จักยินดีกับสิ่งที่เกิดขึ้นรอบตัวได้ง่ายขึ้น 

3. ให้ตัวเราเองได้ซึมซับเหตุการณ์ดี ๆ ที่เกิดขึ้น

ต่อเนื่องจากการฝึกสติ หรือ Mindfulness พอเรารู้จักอยู่กับปัจจุบันขณะ อยู่กับเหตุการณ์ตรงหน้า มันจะช่วยให้เราซึมซับประสบการณ์เหรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ง่ายขึ้น เช่น การได้ไปคอนเสิร์ตกับกลุ่มเพื่อน หากเรารู้จักซึมซับเหตุการณ์เป็น มันจะช่วยให้เรารู้สึกดีที่มีชีวิต รู้สึกมีความสุขที่ได้ใช้ชีวิต และทำให้เรามีแรงก้าวเดินต่อไปในการใช้ชีวิตในอนาคต

4. บันทึกเหตุการณ์ดี ๆ ลงใน Gratitude Journal 

การจดบันทึกเป็นเครื่องมือชั้นดีในการทำให้เราได้ย้อนดูเหตุการณ์ดี ๆ ในอดีต รวมถึงช่วยให้เราได้นึกถึงสิ่งดี ๆ ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันด้วย ลองทำชาเลนจ์ให้ตัวเองเขียนขอบคุณสิ่งของหรือขอบคุณใครก็ได้ที่เราเจอในแต่ละวัน อาจจะเขียนวันละ 1 ข้อ 3 ข้อ 5 ข้อ เอาตามที่เราสะดวกใจจะเขียนเลย ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะช่วยให้เรารู้จักขอบคุณสิ่งที่เกิดขึ้นในแต่ละวันมากขึ้น และพอได้ย้อนกลับมาอ่านก็จะทำให้เรารู้สึกยินดีกับสิ่งที่เคยเกิดขึ้นไปแล้ว ทำให้เรามีหวังกับอนาคตมากขึ้น

5. นำความรู้สึกดี ๆ แบ่งให้กับผู้อื่น

เมื่อเรารู้สึกดีแล้ว สิ่งที่ควรทำอีกอย่างคือการส่งต่อความรู้สึกดีให้กับผู้อื่น เพื่อให้ตัวเราเองและคนอื่นได้เรียนรู้ถึงการมีปฏิสัมพันธ์ที่ดี ซึ่งจะทำให้ความสัมพันธ์แน่นแฟ้นขึ้น เขื่อใจกันมากขึ้น และทำให้เรามีความรู้สึกที่ดีต่อกันได้อย่างยาวนานและมั่นคงอีกด้วย

ในวันที่ใจเหนื่อยล้า Gratitude จะเป็นเชื้อเพลิงชิ้นดีในการทำให้เรามีความหวังกับการใช้ชีวิตมากขึ้น อย่าสิ้นหวัง และอย่าลืมขอบคุณตัวเองที่ยังสู้ไม่ยอมถอย 

อ้างอิง

MSEd, K. C. (2024, January 22). How to Practice Gratitude. Verywell Mind.

Migala, J. (2023, January 12). Gratitude: Definition, Health Benefits, and How to Practice It. EverydayHealth.com.